วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

Day5 Interview with 1 camera

การสัมภาษณ์ด้วย iPad สิ่งที่ต้องคำนึงมี3 เรื่องคือ

     1.Eye Line หรือเส้นทางของสายตาในขณะที่ให้สัมภาษณ์ว่ามองไปที่อะไร คนที่สร้าง Eye Line คือ ผู้ที่สัมภาษณ์(ผู้สื่อข่าว) ดังนั้นจุดที่ควรจะยืนคือตำแหน่งที่อยู่ใกล้กล้อง


     2.Light หรือ แสง มีแสง 3 ลักษณะที่ต้องคำนึงคือ


        - Key light หรือ ไฟหลัก ให้ความสว่างกับเป้าหมาย

          ทำหน้าที่เป็นตัวหลักที่ให้แสงสว่างกับวัตถุ โดยส่วนมากจะเซตตัวนี้เป็นตำแหน่งแรก ทิศทางการวางตำแหน่งของ Key Light คือ อยู่ด้านข้างของกล้องถ่ายวีดีโอด้านใดด้านหนึ่งในทิศทาง 15-45 องศาและอยู่สูงขึ้นไปจากวัตถุทำมุม 15-45 องศา



          ตัวอย่างการวางตำแหน่ง Key Light การสัมภาษณ์บุคคล ผู้สัมภาษณ์อยู่ในตำแหน่งซ้ายมือของกล้อง Key Light จะถูกจัดวางในตำแหน่งด้านซ้ายมือของผู้สัมภาษณ์ ในกรณีที่เราจะถ่ายวีดีโอเฉพาะผู้ถูกสัมภาษณ์



        - Fill light  ช่วยเพิ่มให้หน้าเป้าหมายสว่างขึ้นและเงาบนหน้าหายไป เช่น รีแฟล็ก




    ถ้าเราไม่มี Fill Light เราอาจจะใช้อปุกรณ์ตัวอื่นช่วยแทน เช่น Reflector หรือ White foam core boards ช่วยในการสะท้อนแสงจาก Key Light ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ Reflector อาจจะมีราคาแพงกว่าแต่พกพาไปใช้งานรับถ่ายวีดีโอนอกสถานที่ได้สะดวกกว่า
  ตัวอย่าง Reflector
    การวางตำแหน่งของ Fill Light นั้นง่ายมาก คือ วางในตำแหน่งตรงข้ามกับ Key Light เช่นเดียวกับการใช้ Reflector แต่การใช้ Reflector แทน Fill Light อาจจะต้องวางอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับวัตถุมากขึ้น อาจจะใช้ขาตั้งกล้องเป็นตัวช่วยวางตำแหน่งของ Reflector แทน
        - Back light ช่วยแยกเป้าหมายออกจาก back ground จะทำให้เกิดแสงจากด้านหลังบริเวณริมหัวไหล่ ผม เป็นการแยกวัตถุออกจาก background บางครั้งเราเรียกตำแหน่งไฟนี้ว่า Rim Light เวลาถ่ายวีดีโอออกมาจะทำให้ภาพดูโดดเด่นขึ้น การวางตำแหน่งของ Back Light ให้วางอยู่ข้างหลังวัตถุทางด้านข้าง และปรับตำแหน่งให้ไฟอยู่สูงกว่าวัตถุและส่องทำมุมประมาณ 45 องศากับวัตถุมายังศรีษะ ไหล่ และหลัง 

        นอกจากนี้ยังมีเรื่องคุณลักษณะของแสง ที่ต้องจำคือ

        - Hard light เป็นแสงที่ไม่ต้องการเพราะทำให้เป้าหมายมืด น่ากลัว และจะขยายสิ่งไม่ดีบนใบหน้าออกมาทั้งหมด


        - Soft light เป็นแสงสว่างที่ต้องการ


        (วิธีแก้ไข Hard light ให้เป็น Soft light ทำได้โดย 1.สะท้อนมันโดยใช้ไฟ Head Red สะท้อนตรงเพดาน. 2.ใช้ Diffuser กรองแสงโดยไว้ด้านหน้า Head Red จะเปลี่ยน Hard light เป็น Soft light ได้ หรือ 3.ตั้งไฟให้ห่างขึ้น)


     3.Sound หรือ เสียง ควรสัมภาษณ์ด้วย iPad ควรหาสถานที่เงียบจะได้เสียงดี


     วิธีการถ่ายที่ต้องจำ! คือ ให้ถ่ายสัมภาษณ์เป้าหมายทั้งหมดก่อนลักษณะนี้.....




     แล้วค่อยมาถ่ายและเก็บเสียงคนสัมภาษณ์ที่ละคำถามเพื่อนำไปตัดต่อได้ที่สำคัญอย่าลืมเรื่อง Line of Action


    


     หลังจากถ่ายทั้งสัมภาษณ์และถ่ายการตั้งคำถามเสร็จก็นำมาตัดต่อด้วย iMovie ใน iPad ครับ เป็นโปรแกรมที่ใช้ไม่ยาก นี่คือส่วนหนึ่งที่ได้ตัดต่อไว้




     และนี่คือผลงานที่ได้เรียนมาในวันนี้ หลังตัดต่อด้วยโปรแกรม iMovie ใน iPad เสร็จ เห็นไหมครับ มีอุปกรณ์อย่างเดียวก็ผลิตข่าวได้แล้ว....


วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

Day4 RealTime Sequence

     วันที่ 4 ของการเรียน ThaiPBSNewsTraning เริ่มต้นด้วยการทบทวนสิ่งที่จะเจอในการถ่าย Sequence (อ่านรายละเอียดได้จาก Day3 Sequence and Continuity)

     วันนี้ Horea ต้องการให้ทุกคนเรียนรู้การถ่ายแบบ Realtime Sequence การถ่ายแบบนี้ยากกว่าถ่ายแบบ Direct Sequence เพราะไม่สามารถกำกับพฤติกรรมของเป้าหมายได้

     การถ่ายแบบ Real Time Sequence มีหลักที่ต้องจดจำ 6 ข้อ คือ
1.ต้องมีความอดทน เพราะถ้าเป็นมือสมัครเล่นจะชอบเปลี่ยนมุมกล้องเพื่อหาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตื่นเต้นและอยากถ่ายเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้ภาพส่ายไปมาไม่สามารถตัดต่อได้ ดังนั้นผู้ถ่ายต้องอดทนตั้งกล้องถ่ายภาพที่เดิมก่อน จึงเป็นที่มาของหลักที่ต้องจดจำและทำให้ข้อต่อมาคือ..

2.ร้องเพลง panda song ให้ร้องเพลงนับหมีแพนด้าอย่างน้อย 10 รอบ/การถ่าย1shot ร้องแบบนี้นะครับ



     ที่ต้องร้องเพื่อให้เวลาถ่ายภาพจะต้องถ่ายนานขึ้นทำให้มีภาพยาวเพียงพอที่จะนำไปตัดต่อ(แต่ร้องก็เพลินดีนะครับ) LOL เพลงเดียวไม่พอ Horea แถมให้อีกเพลง

    3.ร้องเพลง Long shot / Mid shot ฯล ร้องให้ได้จะได้ไม่ลืมเรื่องขนาด Shot ที่ควรจะต้องถ่าย ร้องไม่ยากครับนายแบบเราพร้อมแล้วเชิญฟังได้เลยครับ

ึ

    4. หาว่าอะไรเป็นพฤติกรรมที่ซ้ำ หรือ ไม่ซ้ำ เพราะอะไรที่ซ้ำได้ถ่ายทีหลัง อะไรที่ซ้ำไม่ได้ต้องถ่ายก่อน
    5.ต้องถ่าย Cut away มาด้วยเสมอ
    6.เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงต้องถ่ายก่อน

คำศัพท์ที่ต้องจำ คือ

     cut  คือ รอยต่อระหว่าง shot
     cut away คือ เป็นภาพที่ใช้แก้ไข Jump shot
     Jump shot คือ ภาพสอง 2 shot ที่ต่อกันไม่มีความต่อเนื่อง

หลังจากเรียนเสร็จได้มีการฝึกการถ่ายทำก่อนออกสนามจริง แบบนี้



หลังจากนั้นทุกคนได้งานที่ต้องถ่ายทำ Realtime Sequence ที่ตลาดยิ่งเจริญดังนี้

    1. แนะนำตลาด ว่าอยู่ที่ไหน ใครมาทำอะไรที่นี่ ได้ผลงานดังนี้



    2.ฝึกการถ่ายการซื้อขาย




    3.สัมภาษณ์คน




    4.ฝึกเปิดหน้าด้วย iPad




     และนี่คือทั้งหมดของงานวันนี้.....

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

Day3 Sequence and Continuity

     วันนี้เริ่มต้นด้วยการเปิดคลิป Zombies walking ที่ทุกคนถ่ายด้วย โปรมแกรม FiLMic Pro และตัดต่อด้วยโปรแกรม iMovie ใน iPad Air มาดูกันครับ



     หลังดูเสร็จ Horea ใจดีช่วยทุกคนทำ playlist video ใน youtube และสร้าง Tag ที่ทุกคนสามารถ Tag ชื่อของตัวเองที่ video หลังจากอัพโหลดเสร็จ video นั้นจะเข้าไปยัง playlist ของแต่ละคนโดยตรง เป็นการบริหารช่อง youtube ด้วยการจัดระเบียบโดยใช้ playlist โอ้ววว... มันเยี่ยมมาเลย Horea และ ขอบคุณครับ


     หากทุกคนมี playlist และมี tag ที่สามารถโหลด video เข้าได้แล้ว แต่... บางคนอาจจะกำลังเจอปัญหานี้ แล้ว video เก่าล่ะ จะไป tag ยังไง? Horea ช่วยได้ (^^)

ทำตามดังนี้ครับ....

     1.เข้า Chrome ไปที่ youtube แล้วเข้าไปที่ My Chanel แล้วเข้าไปที่ video ของคุณ

     2.เข้าไปกดตามภาพนี้ แล้วจะเจอคำว่า Request Desktop Site เจอแล้วกดเลย....



     3.เมื่อกดแล้วใต้ video จะเจอแถบเครื่องมือให้กดเข้าไปที่รูปดินสอ(edit)


     4.เมื่อเข้าไปแล้วจะเจอหน้านี้ มีกรอบ 3 กรอบด้านล่าง อันล่างสุดคือ tag ก็เข้าไปใส่ชื่อได้เลย เสร็จแล้วอย่าลืมกด save ด้วยนะครับ

     อ่านมาตั้งนานหลายคนอาจจะสงสัยแล้วเรื่อง Sequence and Continuity ที่เป็นชื่อเรื่องอยู่ไหนล่ะ? มาม่ะ...เริ่มกันเลย

     Sequence คือ การลำดับ shot ของภาพ เป็นภาพที่ถ่ายทำใน Action เดียวกัน จากมุมกล้องและขนาดที่แตกต่างกัน และนี่เป็นบ้างช่วงที่ Horea ผู้เชี่ยวชาญของเรา กำลังสาธิตการถ่ายจากมุมต่างๆ จากจอด้านหลังจะเห็นว่า ถ่าย Action เดียวกัน และมุมกลัองและขนาดต่างกัน

   
     (บรรยากาศส่วนหนึ่งตอน Horea สอนการถ่ายภาพแบบ Sequence และ Continuity เป็นการลำดับภาพและฝึกถ่ายภาพที่ทำใน Action เดียวกัน จากมุมกล้องและขนาดที่แตกต่างกัน)

     Sequence เป็นหัวใจของการเล่าเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหว ตัวอย่างที่ดีของบทเรียนนี้ คือ การทำภาพยนตร์ ที่มีการเรียง Sequence ที่ดี เช่น คลิปนี้จะเห็นว่า เมื่อซอมบี้ตื่นมามีการเปลี่ยนขนาดของภาพจาก MS เป็น LS (เรื่องขนาดภาพอ่านได้จาก Day2 นะครับ) พอเดินออกมาก็จะเป็นอีก Sequence นึงแล้ว ซึ่งมีการเปลี่ยนทั้งขนาดและมุมกล้อง



     การทำข่าวในประเทศไทยตอนนี้ จากมุมมองของ Horea เค้าเห็นว่า มาตรฐานการทำข่าวของไทยยังต่ำ เค้ามีเหตุผลครับ คือ ทุกวันนี้นักข่าวและบรรณาธิการเขียนข่าวโดยไม่สนใจภาพ เขียนเสร็จก็ส่งให้ตัดต่อหาภาพที่เหมาะสมกับบทใส่เข้าไป

     ดังนั้นการเรียนเรื่อง Sequence จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยการเล่าเรื่องด้วยภาพ จะทำอย่างไรให้สามารถผสมผสาน ภาพ และ คำบรรยาย(Narration คือ สิ่งที่เขียนขึ้นมาให้ผู้สื่อข่าว หรือ ผู้ประกาศอ่าน / ส่วน Narrator คือ ผู้บรรยาย)ได้

     หลักการเขียนคำบรรยายเวลาเขียนต้องระลึกหรือนึุกถึงภาพเสมอว่าจะใช้ภาพอะไร ส่วนที่ขาด (อาจจะหมายถึงส่วนที่ภาพไม่ได้อธิบาย) ก็เขียนให้ผู้บรรยาย(ในที่นี้คือ ผู้สื่อข่าว หรือ ผู้ประกาศข่าว) อ่านไป หากรู้จักและเรียนรู้เรื่องของ Sequence ก็จะสามารถรู้จักการกำกับภาพ การถ่ายภาพ การตัดต่อภาพ ทำให้คุณภาพของข่าวดีขึ้นอย่างน้อยอีก ร้อยละ 50 เห็นทีผู้สื่อข่าวต้องหันมาสนใจเรื่องนี้ให้มากขึ้นนะครับ

     อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ คือ Continuity หรือ ความต่อเนื่อง มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง 5 ข้อ คือ
     1. Action / Move (การเคลื่อนไหว)
     2. Light (แสง)
     3. Color (สี)
     4. Sound (เสียง)
     5. Property (องค์ประกอบในภาพ)
 
    ในเรื่องของ Action / Move หรือ การเคลื่อนไหว สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อป้องกันความไม่ต่อเนื่อง หรือ Discontinuity คือ กฏ Crossing the Line ทุกครั้งที่ถ่ายทำจะต้องกำหนด Line of Action (คือ เส้นจินตนาการที่เป้าหมายของเราเคลื่อนที่ไป) เช่น เดินจาก A ไป B หลังกำหนด Line of Action ได้แล้วควรถ่ายทำอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง (จุดกล้องสีดำคือ จุดที่ถูกต้องไม่ข้าม Line) การข้าม Line จะทำให้คนดูเกิดความสับสน


     ส่วนความต่อเนื่องเรื่องของ Property (องค์ประกอบในภาพ) ก็ต้องมีความต่อเนื่องเช่นกัน เช่น ถ่ายภาพ LS อุปกรณ์ iPad หน้าจอกำลังแสดงรูปทีมฟุตบอลแมน ยูฯ เมื่อ เปลี่ยนมาถ่ายภาพ CU หน้าจอ iPad ก็ต้องแสดงภาพ รูปทีมฟุตบอลแมน ยูฯ เหมือนกัน ถึงจะมีความต่อเนื่อง

     แต่เราก็สามารถถ่ายภาพข้าม Line ได้ อย่างเช่น การ Track กล้อง (ดูรายละเอียดใน Day2)



     เวลาออกไปถ่ายทำมักจะเจอกับ Sequence 2 แบบ
     1. Direct Sequence  หมายถึง มีเวลาสามารถกำกับเการถ่ายทำได้
     2. Real Sequence หมายถึง ลำดับภาพสถานการณ์จริง อันนี้คนเป็นผู้สื่อข่าวเจอบ่อย และไม่สามารถกำกับได้ เช่น เหตุการณ์สลายกลุ่มผู้ชุมนุม ตำรวจยิงปืนไปแล้ว ขอให้ยิงใหม่ แบบนี้ไม่ได้และผิดหลักจริยธรรม

     ถ้าจะฝึก Sequence Horea แนะนำให้ฝึกพื้นฐาน คือ  Direct Sequence ที่สามารถกำกับได้ให้คล่องก่อน วิธีการฝึกไม่ยากทำได้ดังนี้...
    1. ต้องกำกับให้เป้าหมายทำพฤติกรรมซ้ำๆ เพื่อถ่ายหลายๆภาพหลายๆมุมและหลายๆขนาด
    2. ถ่ายทำ Shot จากมุมกล้อง / ขนาดภาพ และตำแหน่งที่แตกต่าง จะทำให้แม้เราจะถ่ายด้วยกล้องเดียวแต่ก็เหมือนเราใช้กล้องมากกว่า 1 ตัว ทำการถ่ายทำพร้อมๆกัน

    และนี่คือ... ผลงานที่ได้เรียนในวันนี้ Sequence and Continuity



     ผลงานชิ้นนี้มีความแตกต่างจากชิ้นด้านบนค่อนข้างมาก ดูไหลลื่นและมีความต่อเนื่อง Thank you My Teacher Horea.

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

Day2 Shot Size

     วันนี้เปิดอบรมด้วยความชิล... ด้วยการเปิดคลิปที่ได้รับเป็นการบ้านเมื่อวานนี้ ( 15 ก.ย.57) ให้เพื่อนๆทุกคนดู คลิปที่ทุกคนถ่ายมาใช้ iPad Air และ โปรแกรม FiLMic Pro



     หลังดูงานของทุกคน โฮเรีย ให้หลักในการถ่ายภาพเคลื่อนไหวด้วย iPad โดยต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้...


1.เฟรมมิ่ง

2.ความคมชัด (ขึ้นอยู่กับ Focus)
3.ความสว่าง (ขึ้นอยู่กับ Iris หรือ Lighting)
4.เสียง

     การใช้ iPad ถ่ายภาพเคลื่อนไหวยังมีข้อจำกัด เพราะถ้าแสงน้อยคุณภาพของภาพที่ถ่ายออกมาก็จะไม่ดี ดังนั้นควรเลือกถ่ายภาพเคลื่อนไหวในสถานที่ที่มีความสว่างเสมอ


    1. เฟรมมิ่ง (Framing) มี กฎ 3 ข้อ (Framing Rule) ที่ต้องจดจำ คือ

        1.1 Rules of Thirds หรือ กฎสามส่วน ความหมายคือ ศูนย์กลางของภาพไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่กลางภาพเสมอไป กรณีที่ระดับสายตาเป็นศูนย์กลางของความสนใจ เหตุผลที่การถ่ายภาพจุดสนใจไมาจำเป็นต้องอยู่ตรงกลางเสมอไปเพราะมองตรงกลางจะไม่เป็นธรรมชาติ ทำไมน่ะหรอครับ (ลองเอานิ้วชี้มาแตะที่จมูก แล้วใช้ตามองสิครับ ผ่านไปซักพักจะรู้สึกปวดตาใช่ไหมครับ) นั่นแสดงถึงความไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นการมองด้านข้างจะสบายตากว่าเยอะ



     ตรงนี้มีจุดในการเลือกตำแหน่งภาพที่สำคัญอยู่ 3 เรื่อง คือ

       1.Headroom คือ ช่องว่างระหว่างหัวคนกับขอบจอด้านบน วิธีหา Headroom ที่เหมาะไม่ยาก! แต่ทำไงล่ะ ให้ดูที่ดวงตาควรอยู่ห่างจากขอบจอด้านบนลงมา 1/3 ของภาพ




       ..แต่! (ข้อควรระวัง) ในการถ่ายภาพขนาด Close Up (CU) และ Big Close UP (BCU) ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้นะครับ

       2.Noseroom แปลแบบตรงๆก็ช่องว่างระหว่างจมูก แต่มันเป็นยังไงล่ะ ลองนึกภาพเป้าหมายของเรามองไปในทิศทางใดทางหนึ่ง (เอาเป็นว่า ไม่มองซ้ายก็มองขวาด้านเดียวนะครับ) ให้ทิ้งระยะห่างระหว่างจมูกกับขอบด้านใดด้านหนึ่งระยะ 2/3 ของภาพ




   
       3.Walkingroom คือ เป้าหมายเคลื่อนที่ แต่ใช้หลักการคล้ายกับ Noseroom คือ ให้ทิ้งระยะห่างระหว่างตำแหน่งของคนกับขอบด้านใดด้านหนึ่งระยะ 2/3 ของภาพ



     ที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า โดยทั่วไปไม่ควรถ่ายภาพให้เป้าหมายอยู่ตรงกลาง ข้างๆจะดูสวยกว่า แต่(ช้าแต่)! มีข้อยกเว้นนะครับ.... หากเป้าหมายมองกล้อง! ย้ำว่า มองกล้อง ให้ถ่ายโดยเป้าหมายอยู่กลางภาพได้ กฎนี้เค้าเรียกว่า Triangulation หรือ กฎสามเหลี่ยม เป็นกฎข้อ 2.ที่ต้องจดจำในเรื่องของ Framing

     กฎสุดท้ายที่ต้องจดจำในเรื่องของ Framing คือ Diagonal Line มันใช้ยังไงกันนะ? ถ้าอยากถ่ายภาพให้มีมิติที่แสดงถึงความลึกต้องใช้กฎนี้ หากเราถ่ายภาพ iPad แบบนี้ จะเห็นว่ามันไม่มีมิติ(ความลึก) หรือ ก็เรียกว่า 2 มิตินั่นแหล่ะครับ




       แล้วทำอย่างไรให้มีความลึกล่ะ? ง่ายๆครับ ตะแคง หรือ ทำให้มันเป็นเส้นทะแยงแบบนี้ก็จะสามารถมองเห็นความลึกได้




       กฎนี้ใช้ถ่ายภาพอาคาร หรือ กล่อง จะได้เห็นถึงความลึกครับ

         
      ผู้สื่อข่าวแต่ละคนมีพื้นฐานความรู้พื้นฐานที่ไม่เหมือนกัน การปรับพื้นฐานการทำงานให้เป็นหลักสากลจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้การสื่อสารระหว่างกันจะมีความเข้าใจมากขึ้น เช่น การเรียนรู้เรื่องของประเภทของ Shot หรือ Type of shots แบ่งได้ 5 ประเภทดังนี้..

1.เรียกตาม "ขนาดภาพ"


   1.1 Very Long Shot หรือ VLS ถ่ายระยะไกลมาก





   1.2 Long Shot หรือ LS ถ่ายจะเห็นตั้งแต่หัวถึงเท้า




   
   1.3 Medium Long Shot หรือ MLS



   1.4 Medium Shot  หรือ MS ภาพถ่ายครึ่งตัว 



   1.5 Medium Close Up หรือ MCU



   1.6 Close Up หรือ CU ถ่ายตั้งแต่หัวถึงไหล่



   1.7 ฺBig Close Up หรือ BCU


     เทคนิคการจำ!... ให้จำแต่ Shot ที่เป็นตัวอักษรสีแดง คือ LS / MS / CU เป็น 3 Shot หลักเพราะแต่ Shot อื่นๆจะง่ายขึ้น (สังเกตว่า Shot อื่นๆจะอยู่บน หรือ ล่าง ของทั้ง 3 Shot นี้ทั้งสิ้น)


     2.เรียกตาม "จำนวนคน"

        ในภาพมี 2 คนเรียก                Two    Shot
        ในภาพมี 3 คนเรียก                Three  Shot
        ในภาพมี 4 คนเรียก                 Four    Shot
        ในภาพมีมากกว่า 4 คนเรียก   Group Shot


    3.เรียกตาม "มุมกล้อง"

     3.1 Bird's eye view เป็นการถ่ายจากด้านบนลงมาตรงๆ เป็นภาพแทนสายตาของนกเวลามองวัตถุ สามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้หลายอย่าง เช่น เป็นหดหู่ หรือ ดูต่ำต้อย บางทีก็ใช้ภาพมุมสูงเพื่อให้เห็นความอลังการของฉาก


     3.2 High Angle เป็นการถ่ายภาพจากด้านบนทะแยงลงมา ภาพที่ได้เห็นจะกว้างไกล เป็นการแนะนำสถานที่ใหม่ๆในรายการโทรทัศน์ ถ้าใช้ถ่ายบุคคล จะได้ภาพที่ไม่สง่า ต่ำต้อย  การถ่ายภาพผู้แพ้ มักจะถ่ายด้วยมุมนี้



     3.3 Eye Angle ภาพถ่ายระดับสายตา การตั้งกล้องถ่ายในระดับสายตาของผู้ถูกถ่าย จะได้ภาพธรรมดาๆ



     3.4 Low Angle ภาพถ่ายมุมเงย การตั้งกล้องถ่ายไว้ต่ำกว่าสิ่งที่ถูกถ่าย ภาพที่ได้จะปรากฎมีความสำคัญ สง่าผ่าเผย มีอำนาจ ใช้ถ่ายบุคคลสำคัญหรือสิ่งที่เคารพบูชา



     3.5 Bottom Shot หรือ Warm Shot ถ่ายแบบติดดินเหมือนมุมมองของหนอน



    4. เรียกตาม "ลักษณะการเคลื่อนของกล้อง"
     
        4.1 กล้องอยู่ที่เดิมแต่หมุน ซ้าย-ขวา                         เรียก Pan

        4.2 กล้องอยู่ที่เดิมแต่หมนุ ขึ้น-ลง                             เรียก Tilt Up - down

        4.3 กล้องเคลื่อนที่จับตามเป้าหมายขนานไปกับพื้น  เรียก Track
                 - ไปข้างหน้า Track In
                 - ไปข้างหลัง Track Out
                 - ไปซ้าย       Track Left
                 - ไปขวา        Track Right

       ตัวอย่างการ Tracking



        4.4 ถ้ากล้องเคลื่อนขึ้นลง   เรียก Elevate Depress

              - ถ้าเคลื่อนขึ้น  เรียก Lift - Up
              - ถ้าเคลื่อนลง  เรียก Lift - Down

     เวลากล้องถูกทำให้เคลื่อนที่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการถ่ายทำ เพื่อให้ภาพมีความนิ่มนวลมากขึ้น เช่น ใช้ลิฟท์ หรือ บันไดเลื่อน


5.ซิวโด้ หรือ การใช้การ Zoom-in / Zoom-out


      แต่ไม่แนะนำให้ใช้การ Zoom เพราะโดยธรรมชาติตาคน Zoom ไม่ได้ การ Zoom จึงไม่เป็นธรรมชาติ หากจะใช้ต้องมีเหตุผล เช่น ต้องการติดตามเป้าหมาย  หากใช้ iPad ในการถ่่าย ยิ่งไม่แนะนำให้ใช้การ Zoom นะครับ เพราะจะทำให้ภาพแตก และลดความละเอียดของภาพลง


     หลังจากเรียนรู้ทั้งหมดนี้ก็นำไปปฏิบัติครับ....




     งานนี้ถ่ายด้วย iPad Air + โปรแกรม FilMic Pro และ ตัดต่อด้วย iMovie  จะเห็นว่า มีอุปกรณ์ไม่กี่ชิ้นก็ถ่ายงาน หรือ ทำข่าว ได้แล้วครับ

Day1 Digital Journalist

     แค่มีมือถือ เช่น iPhone เครื่องเดียวก็สามารถทำข่าวได้! ไม่ได้โฆษณาขายมือถือ แต่แสดงให้เห็นว่า นักข่าวในยุคดิจิตอลสามารถทำข่าวได้ทุกที่ทุกเวลาโดยใช้เครื่องมือน้อยลงกว่าเดิม เป็นการปรับตัวที่ต้องตามให้ทัน

     วันแรกของการอบรม News Production หลักสูตรของ BBC ที่ไทยพีบีเอสจัดอบรมให้กับผู้สื่อข่าว โปรดิวส์เซอร์ ตัดต่อ และช่างภาพ แสดงให้ถึงประสิทธิภาพของมือถือที่สามารถถ่ายได้แม้กระทั่งภาพยนตร์ได้อย่าง เช่นเรื่องนี้ ...




และนี่คือเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ด้วยโทรศัพท์ iPhone...



     ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำด้วยโปรแกรม FiLMic Pro เป็นโปรแกรมการถ่ายภาพที่ทำให้สามารถถ่าภาพด้วยโทรศัพท์ iPhone หรือ iPad ได้คล้ายกับกล้องอาชีพ สามารถทำ White Balance ( สมดุลย์แสงสีขาว เป็นการปรับภาพให้กล้องแยกแยะสีต่างๆได้ เพราะกล้องต่างจากนัยน์ตาของคน ไม่สามารถแยกแยะสีต่างๆได้ จึงทำให้คนต้องสอนกล้องว่า ตาคนรับสีธรรมชาติแบบไหน จึงเป็นที่มาของการทำ White Balance ) นอกจากนี้โปรมแกรมนี้ยังสามารถทำให้เราสามารถฟังเสียงที่เรากำลังบันทึกได้ด้วย

     การถ่ายภาพเคลื่อนไหวด้วยโทรศัพท์ iPhone ให้ได้คุณภาพที่ดีทั้งภาพและเสียง มีความจำเป็นที่จะต้องใช้อุปกรณ์เสริม เช่น เลนส์ ขาตั้งกล้อง อุปกรณ์ป้องกันการสั่นไหว ไมค์ ฯลฯ อุปกรณ์เหล่านี้สามารถนำมาทำข่าวได้



     Electronic News Gathering หรือ The ENG KIT เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่มีการเรียนในวันนี้ เมื่อก่อนการส่งข่าวใช้ระบบ film แต่ก็เลิกใช้กันไปเพราะความยุ่งยากในการตัดต่อทำให้การส่งข่าวโดยใช้ film ก็โดนระบบ tape มาแทนที่ตั้งแต่ ปี 1980 เป็นต้นมา และปัจจุบันก็กลายเป็น camcoder (camera + recoder) / The ENG KIT สรุปก็คือการส่งข่าวจากผู้สื่อข่าว ที่ถ่ายจาก camcoder แล้วก็อาจจะใช้ microware หรือ ดาวเทียม เป็นตัวส่งข้อมูลกลับไปยังสถานี 

     มีอุปกรณ์สำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการทำข่าว ดังนี้...

1.Camcorder (Video Camera รวบกับส่วน Recorder เข้าไว้ด้วยกัน)
    ประกอบด้วย
     1.1 Lens ทำหน้าที่คล้ายนัยน์ตาของคน คือ การรวมแสงที่สะท้อนกับวัตถุ มี 3 ส่วน คือ 
           - Focus (first ring) อยู่วงแหวนแรกสุด ทำหน้าที่ปรับความคมชัด (out of focus คือ ภาพไม่ชัด / in focus คือ ภาพชัด)
           - Zoom Ring (Second ring) ที่ต้องมีเพราะต้องใช้ในการถ่ายภาพ Close up กับเป้าหมายที่เข้าใกล้ไม่ได้
           - Iris (Third ring) คือ รูที่เปิดให้แสงเข้าได้ (over exposure - เปิดรูรับแสงมากไป / under exposure - เปิดรูรับแสงน้อยไป)

     1.2 Camera Head เ(ป็นส่วนหน้าที่ถัดจาก Lens) เวลาแสงผ่านเลนส์เข้ามาถึงส่วนนี้ แสงซึ่งมีลักษณะเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะถูกเปลี่ยนเป็นคลื่นอิเล็กทรอนิกส์สะดวกในการบันทึก และ play ใน camera head จะมี prism ซึ่งมีหน้าที่ในการแยกแสง แสงจะไปตกกระทบกับ CCD (Change coupled device) ที่ทำหน้าที่คล้ายกับ จอเรติน่า CCD จะเปลี่ยนคลื่นแสงเป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์

     สรุป  หน้าที่ของกล้อง คือ เปลี่ยนคลื่นแสงเป็นคลื่นอิเล็กทรอนิกส์

     1.3 The Recorder (ช่องใส่การ์ดบันทึกภาพและเสียง)

     1.4 View Finder ทำหน้าที่สะท้อนให้เราได้เห็นภาพที่จะถูกถ่ายทำและบันทึก ( see the picture) และ สื่อสารระหว่างคนกับกล้อง เช่น บอกถึงแบตฯที่เหลือ / สถานะกล้อง ฯลฯ

  2.Strbilisation อุปกรณ์ป้องกันภาพสั่นไหว
  3.Lighting
  4.Sound
  5.Power
  6.Recording Media

     อีกสิ่งที่ได้เรียนรู้วันนี้ คือ ระบบของสีโทรทัศน์ แบ่งเป็น...

     1.PAL TV (25 เฟรม/วิ.)
     2.HD (1920*1080) คือ จะมีเส้นแนวนอน 1920 pixel และ แนวตั้ง 1080 pixel

     Pixel เป็นจุดตัดระหว่างเส้นตั้งกับเส้นตะแคง จะกำหนดว่าในแต่ละ pixel จะมีความเข้มของแสง Red Green Blue ที่แตกต่างกัน (เวลาขยายภาพมากๆจะเห็นเป็นกรอบสี่เหลี่ยม)

     เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือ เช่น iPhone และ iPad ที่ทันสมัย ทำให้ในอนาคตนักข่าวสามารถออกทำข่าวได้ด้วยการพกอุปกรณ์เพียงไม่กี่ชิ้นก็สามารถถ่ายทำและปรากฎขึ้นที่สำนักข่าวได้ทันที และเริ่มมีการใช้กันแล้ว เช่น google glass ในการรายงานข่าวที่ตุรกี.